Home » Tag Archives: ของฝากจากแนะแนว

Tag Archives: ของฝากจากแนะแนว

เลือกเรียนต่อสาขาวิชาอะไร

การตัดสินใจเลือกหลักสูตรเพื่อศึกษาต่อ เป็นปัญหาหนักใจที่นักเรียนไทยต้องเผชิญมาหลายยุคสมัย แม้ทุกวันนี้อะไรหลายๆ อย่างในประเทศไทยจะเจริญก้าวหน้าไปมาก แต่ความจริงอย่างหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือ ระบบการศึกษาของเรายังไม่เอื้อต่อการพัฒนาเด็กไทยให้ค้นพบตัวเองเท่าไรนัก ทุกปีเราจึงพบว่ามีเด็กมหาวิทยาลัยตัดสินใจซิ่วเป็นจำนวนไม่น้อย

แต่กรณีที่ตัดสินใจไปเรียนต่อต่างประเทศ การซิ่วคงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากจะเสียเวลาไปหนึ่งปีเต็มๆ ยังต้องเสียเงินอีกมหาศาล หรือถ้ามาเรียนต่อด้วยทุน ก็อาจต้องชดใช้ทุนคืนอีกด้วย ดังนั้น ก่อนจะฟันธงเลือกหนึ่งสาขาวิชาจากนับพันหลักสูตรทั่วโลก ควรถามตัวเองให้แน่ใจด้วย 5 คำถามสำคัญเหล่านี้ก่อน

เราถนัดอะไรและไม่ถนัดอะไร?

หยิบกระดาษขึ้นมาหนึ่งแผ่น ขีดเส้นตรงกลาง ด้านหนึ่งเขียนสิ่งที่เราถนัดและทำได้ดี ทำทีไรก็มีแต่คนชม วิชาไหนที่คะแนนดีเกรดหรูตลอด ก็ใส่ลงไปในด้านนี้ด้วยค่ะ ส่วนอีกด้านเขียนสิ่งที่พอเถอะ…เราไม่ถนัดเอาเสียเลย วิชาที่สอบทีไรมึนตึ้บ พยายามหาที่สงบอยู่กับตัวเองแล้วเขียนออกมาให้ได้เยอะที่สุดก่อน จากนั้นลองไปถามคนใกล้ชิดดูค่ะว่าเมื่อพูดถึงตัวเรา พวกเขานึกถึงจุดเด่นและจุดด้อยของเราในด้านไหนบ้าง ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้นค่ะ

เรามีคุณสมบัติอะไรบ้าง?

ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะฝัน แต่ความฝันนั้นก็ควรตั้งอยู่บนฐานของความจริงด้วยค่ะ บางคนอยากเป็นหมอมาก แต่ชีวะ คณิต ภาษาอังกฤษ สอบตกรวดมันทุกเทอม แบบนี้ก็อาจจะต้องเปลี่ยนไปหาความฝันที่รองลงมาหน่อย หรือถ้ารู้ตัวแต่เนิ่นๆ ว่าคุณสมบัติเรายังไม่แน่นพอ ก็ควรเรียนพิเศษหรือหาทางพัฒนาตัวเองเพิ่มเติม เพื่อขยับเข้าไปใกล้เป้าหมายชีวิตให้มากขึ้น

หลายคนที่เข้ามหาวิทยาลัยใหม่ๆ พอได้อิสระมากขึ้นมักชอบชะล่าใจค่ะ คิดว่าเรียนๆ เล่นๆ ใช้ชีวิตให้เต็มที่ จบมาก็หางานทำได้เหมือนกัน พอเรียนจบเกิดอยากขอทุนเรียนต่อเมืองนอกขึ้นมา คุณสมบัติอะไรๆ ก็พอไหว มีเกรดนี่แหละที่ไม่ผ่านเกณฑ์อยู่อย่างเดียว ขอแนะนำว่าถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรงเกินไป ตั้งใจเรียนเผื่อไว้บ้างก็ไม่เสียหายอะไรค่ะ อย่ามัวแต่เฮฮาปาร์ตี้จนลืมตัว

เราสนใจอะไร?

ในทางจิตวิทยามีงานวิจัยชิ้นหนึ่งเผยว่า ความสนใจและงานอดิเรกเป็นเหมือนชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ ที่ประกอบขึ้นเป็นบุคลิกและทัศนคติของคนๆ หนึ่ง กิจกรรมที่เราสมัครใจทำมาโดยตลอด จึงเป็นส่วนสำคัญที่สามารถนำมาใช้เลือกสาขาวิชาที่จะเรียนต่อ และทำนายถึงอาชีพในอนาคตได้เป็นอย่างดี ซึ่งสิ่งที่สนใจอาจไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับเนื้อหาวิชาการในห้องเรียนก็ได้ เช่น บางคนชอบเล่นเกมมากเป็นชีวิตจิตใจ อาจโตไปเป็นนักพัฒนาเกมที่รุ่งเรืองในอนาคตก็ได้

เราอยากทำอาชีพอะไร?

การศึกษาระดับสูงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบอาชีพในอนาคตอันใกล้ หากมีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการประกอบอาชีพอะไร การเลือกสาขาวิชาที่จะเรียนต่อก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ถ้าสนใจหลายอาชีพก็ควรลองหาข้อมูลมากๆ รวมถึงคุยกับผู้ที่มีประสบการณ์ในงานนั้นโดยตรง เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจ หรือบางคนอาจจะมีกิจการครอบครัวที่ต้องสืบทอดแน่นอนอยู่แล้ว ก็ควรเลือกเรียนหลักสูตรที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม

ในโลกนี้มีงานอะไรให้ทำบ้าง?

เราถูกสอนมาเสมอว่าให้เรียนเก่งๆ จบแล้วจะได้ทำงานดีๆ แต่งานดีๆ ที่ว่านั้นคืองานอะไรล่ะ? หลายคนไม่สามารถตัดสินใจเลือกสาขาวิชาได้ เพราะมองไม่เห็นภาพรวมว่าเรียนจบแล้วจะสามารถไปทำงานอะไรได้บ้าง อย่างเช่นเมื่อพูดถึงสาขาวิชาการโฆษณา เด็กนักเรียนส่วนใหญ่ก็มักจะนึกถึงอาชีพครีเอทีฟ แต่จริงๆ ครีเอทีฟยังแบ่งออกเป็นก็อปปี้ไรเตอร์กับอาร์ตไดเร็คเตอร์ และในสายงานโฆษณาก็ยังมีหน้าที่อื่นๆ อีกมากมาย เช่น เออี แพลนเนอร์ มีเดีย โปรดิวเซอร์ ฯลฯ ฉะนั้นหากเล็งๆ ไว้ว่าสนใจสาขาวิชาไหน แต่ยังลังเลไม่แน่ใจเพราะไม่รู้ว่าจบไปแล้วจะทำงานอะไรได้บ้าง ควรลองหาข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมอีกสักนิด แล้วจะพบว่าโลกนี้มีงานที่น่าสนใจอีกมากมายทีเดียว

เกี่ยวกับผู้เขียน
 
ที่มาของบทความ www.hotcourses.in.th/ 
ภาพประกอบจาก https://flic.kr/p/eiafBS 

การรับสมัครสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 2/2558

จำนวนรับ
กลุ่ม คณะ GPAX O-NET GAT PAT
1 สัตวแพทยศาสตร์, สหเวชศาสตร์, 20% 30% 20% PAT 2 30%
สาธารณสุขศาสตร์, เทคนิคการแพทย์,
พยาบาลศาสตร์, วิทยาศาสตร์กีฬา
ทันตแพทยศาสตร์ 20% 30% 20% PAT 1 10%, PAT 2 20%
เภสัชศาสตร์ 20% 30% 10% PAT 2 40%
2 วิทยาศาสตร์, ทรัพยากรธรรมชาติ 20% 30% 10% PAT 1 10%, PAT 2 30%
เทคโนโลยีสารสนเทศ 20% 30% 10% PAT 1 20%, PAT 2 20%
3 วิศวกรรมศาสตร์ 20% 30% 15% PAT 2 15%, PAT 3 20%
4 สถาปัตยกรรมศาสตร์ 20% 30% 10% PAT 4 40%
5 เกษตรศาสตร์, อุตสาหกรรมเกษตร, 20% 30% 10% PAT 1 10%, PAT 2 30%
วนศาสตร์, เทคโนโลยีเกษตร
6 บริหารธุรกิจ, เศรษฐศาสตร์, 20% 30% 30% PAT 1 20%
พาณิชยศาสตร์และการบัญชี
การท่องเที่ยวและการโรงแรม
รูปแบบที่ 1 20% 30% 50%
รูปแบบที่ 2 20% 30% 40% PAT 7 (เลือก 1 วิชา) 10%
7 ครุศาสตร์, ศึกษาศาสตร์, พลศึกษา, สุขศึกษา
รูปแบบที่ 1 20% 30% 20% PAT 5 30%
รูปแบบที่ 2 20% 30% 10% PAT 5 20%, PAT 1/2/3/4/6/7 (เลือก 1 วิชา) 20%
8 ศิลปกรรมศาสตร์, วิจิตรศิลป์, ศิลปประยุกต์, 20% 30% 10% PAT 4/6 (เลือก 1 วิชา) 40%
ดุริยางคศิลป์, นาฏศิลป์,
ศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์, ศิลปะการออกแบบหัตถอุตสาหกรรม
9 มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, นิเทศศาสตร์,
วารสารศาสตร์, อักษรศาสตร์, ศิลปศาสตร์,
มนุษยศาสตร์, รัฐศาสตร์, นิติศาสตร์
สังคมวิทยา, สังคมสงเคราะห์ศาสตร์
พื้นฐานวิทยาศาสตร์ 20% 30% 30% PAT 1 20%
พื้นฐานศิลปศาสตร์ รูปแบบที่ 1 20% 30% 50%
พื้นฐานศิลปศาสตร์ รูปแบบที่ 2 20% 30% 30% PAT 7 (เลือก 1 วิชา) 20%
วันรับสมัคร
5 มกราคม 58 – 27 มกราคม 58
คุณสมบัติของผู้สมัคร

- กำลังศึกษาอยู่ชั้น ม. 6 หรือเทียบเท่า
- สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่า
***เด็กซิ่ว ปวช. สมัครได้

การสอบและเกณฑ์การพิจารณา

เนื้อหาการสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 1/2558

GAT ความถนัดทั่วไป
ส่วนที่ 1
การอ่านเชิงวิเคราะห์ การเขียนเชิงวิเคราะห์
การคิดเชิงวิเคราะห์ และการแก้ปัญหา
รวม 150 คะแนน

ส่วนที่ 2
การสื่อสารทางภาษาอังกฤษ
1.Speaking and Conversation
2.Vocabulary
3.Structure and Writing
4.Reading Comprehensive
จำนวน 60 ข้อ รวม 150 คะแนน

PAT 1 ความถนัดทางคณิตศาสตร์
เนื้อหา
1.ตรรกศาสตร์
2.เซต
3.ระบบจำนวนจริง
4.ความสัมพันธ์ และฟังก์ชัน
5.ฟังก์ชันซันตรีโกณมิติ
6.เรขาคณิตวิเคราะห์
7.ฟังก์ชันเอกโปเนนเซียล และ ฟังก์ชันลอการิทึม
8.เมทริกซ์
9.เวกเตอร์
10.จำนวนเชิงซ้อน
11.กำหนดการเชิงเส้น
12.ลำดับและอนุกรม
13.แคลคูลัสเบื้องต้น
14.การเรียงสับเปลี่ยนและการจัดหมู่
15.ความน่าจะเป็น
16.การวิเคราะห์ข้อมูลเบี้องต้น
17.การแจกแจงปกติ
ศักยภาพ
การคิด และแก้ปัญหาเชิงคณิตศาสตร์
จำนวน 45 ข้อ 300  คะแนน

PAT 2 ความถนัดทางวิทยาศาสตร์
เนื้อหา
1.สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต
2.ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม
3.สารและสมบัติของสาร
4.แรงและการเคลื่อนที่
5.พลังงาน
6.กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางโลก
7.ดาราศาสตร์และอวกาศ
ศักยภาพ
1.คิดแบบนักวิทยาศาสตร์
2.ทักษะการอ่านบทความ/สถานการณ์/การทดลองทางวิทยาศาสตร์
จำนวน 100 ข้อ 300 คะแนน

PAT 3 ความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์
เนื้อหา
1.กลศาสตร์ (แรง มวล และการเคลื่อนที่)
2.ไฟฟ้า แม่เหล็กไฟฟ้า คลื่น แสง และเสียง
3.เคมี (สาร และสมบัติของสาร)
4.พลังงาน ความร้อน และของไหล
5.คณิตศาสตร์ และสถิติประยุกต์เชิงวิศวกรรม
ศักยภาพ
1.การคิดวิเคราะห์เชิงช่างและมิติสัมพันธ์
2.ความถนัดเชิงช่าง
3.ความคิดเชิงตรรกะเชิงช่าง
4.สามัญสำนึกเรื่องความปลอดภัยกับสิ่งแวดล้อม
5.การแก้ไขปัญหา
6.ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
จำนวน 70 ข้อ 300 คะแนน

PAT 4 ความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์
เนื้อหา
1.ความรู้ทั่วไปด้านศิลปะ สถาปัตยกรรม และการออกแบบ
2.ฟิสิกส์และคณิตศาสตร์พื้นฐาน
ศักยภาพ
1.การรับรู้รูป 2 มิติและรูปทรง 3 มิติ แหละการจัดองค์ประกอบ
2.การวิเคราะห์เชิงตรรกะ
3.ความคิดสร้างสรรค์
4.จิตนาการ
5.ทักษะการวาดภาพ
จำนวน 33 ข้อ รวม 300 คะแนน

PAT 5 ความถนัดทางวิชาชีพครู
เนื้อหา
ความรู้ทั่วไปในบริบทของการเป็นครู
ศักยภาพ
1.ความสามารถในการเรียนรู้
2.คุณลักษณะความเป็นครู
จำนวน 120 ข้อ 300 คะแนน

PAT 6 ความถนัดทางศิลปกรรมศาสตร์
เนื้อหา
1.ทัศนศิลป์
2.ดนตรี
3.นาฏศิลป์
ศักยภาพ
1.การรับรู้
2.การคิดวิเคราะห์
3.ความคิดสร้างสรรค์
4.บูรณาการความรู้ ทัศนศิลป์ ดนตรี และนาฏศิลป์
จำนวน 100 ข้อ 300 คะแนน

PAT 7.1 ภาษาฝรั่งเศส
เนื้อหา
1.คำศัพท์พื้นฐาน (Lexique)
2.ไวยกรณ์และโครงสร้าง (Gremmaire)
3.สำนวน (Expression)
4.วัฒนธรรมฝรั่งเศส (Culture)
5.การออกเสียง (Prononciation)
ศักยภาพ
1.ความสามารถในการอ่าน
2.ความสามารถในการเขียน
3.ความสามารถในการสื่อสาร
จำนวน 100 ข้อ 300 คะแนน

PAT 7.2 ภาษาเยอรมัน
เนื้อหา
1.คำศัพท์พื้นฐานระดับมัธยมปลาย (Grundwortschatz)
2.ไวยากรณ์ (Grammatik)
3.วัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมประเพณี (Brauchtum)
ศักยภาพ
1.ความ สารถในการใช้ภาษาเยอมันในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ถูกต้องและเหมาะสม (sprachliche Ausdrucke in verschiedenen Situationen) และสำนวน (Redewendungen)
2.ความสามารถในการอ่านจับใจความ การตีความ การขยายความ และการสรุปความ (Cloze-Test , Lesetext)
จำนวน 100 ข้อ 300 คะแนน

PAT 7.3 ภาษาญี่ปุ่น
เนื้อหา
1.คำศัพท์ขั้นพื้นฐาน
2.คันจิขั้นพื้นฐาน
3.ไวยากรณ์ขั้นพื้นฐาน
4.สำนวนขั้นพื้นฐานทั่วไปในชีวิตประจำวัน
5.ญี่ปุ่นศึกษา
ศักยภาพ
1.ความสามารถในการสื่อสาร
2.ความสามารถในการเขียน
3.ความสามารถในการอ่าน
จำนวน 100 ข้อ 300 คะแนน

PAT 7.4 ภาษาจีน
เนื้อหา
1.คำศัพท์และสำนวน
2.ไวยกรณ์และโครงสร้าง
3.สัทอักษร
4.ความรู้ทั่วไป
5.อักษณจีน
6.การเขียน
7.การอ่าน
8.สนทนา
ศักยภาพ
1.ความสามารถในการสื่อสาร
2.ความสามารถในการเขียน
3.ความสามารถในการอ่าน
จำนวน 100 ข้อ 300 คะแนน

PAT 7.5 ภาษาอาหรับ
เนื้อหา
1.ไวยากรณ์
2.วัฒนธรรมการใช้ภาษาอาหรับ-ไทย
3.คำศัพท์
4.ความเข้าใจภาษา
ศักยภาพ
ความสามารถในการอ่าน
จำนวน 100 ข้อ 300 คะแนน

PAT 7.6 ภาษาบาลี
เนื้อหา
1.คำศัพท์พื้นฐาน
2.ไวยากรณ์
3.ความเข้าใจภาษา
ศักยภาพ
1.ความสามารถในการสื่อสาร
2.ความสามารถในการเขียน
3.ความสามารถในการอ่าน
จำนวน 100 ข้อ 300 คะแนน

>>ดาวน์โหลด เนื้อหาการสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 2/2558

การสมัคร

- สมัครสอบ GAT/PAT 1/2558 >> Click
ชำระเงินค่าสมัคร วิชาละ 140 บาท
ชำระได้ที่ 7-11 หรือเคาเตอร์เซอร์วิส ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา


ดาวน์โหลด
- แบบคำร้องทั่วไป >>Click
- แบบคำร้องขอแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคล >>Cilck
- แบบคำขอลงทะเบียนสมัครสอบ GAT/PAT สำหรับผู้สมัครสอบ (รายใหม่ ) ที่เป็นชาวต่างประเทศที่ไม่มีเลขประจำตัวประชาชน>>Click

รับตรง 58 ม.มหิดล หลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยทันตแพทย์ (หลักสูตร 1 ปี …

มหาวิทยาลัยมหิดล คณะทันตแพทย์ศาสตร์ รับบุคคลเข้าศึกษาต่อประจำปี 2558
หลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยทันตแพทย์ (หลักสูตร 1 ปี)

จำนวนรับ
คณะ/สาขาวิชา จำนวนรับ
คณะทันตแพทยศาสตร์
หลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยทันตแพทย์ (หลักสูตร 1 ปี) 80
วันรับสมัคร
5 มกราคม 58 – 16 กุมภาพันธ์ 58
คุณสมบัติของผู้สมัคร

- กำลังศึกษาอยู่ชั้น ม. 6 หรือเทียบเท่า
- สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่า

การสอบและเกณฑ์การพิจารณา

เกณฑ์การคัดเลือก
- สอบข้อเขียน 1.วิชาวิทยาศาสตร์พื้ยฐาน 2.ความรู้ทั่วไป 3.ภาษาอังกฤษ
- สอบสัมภาษณ์

การสมัคร

- สมัครผ่านเว็บไซต์ >> Click
- ชำระเงินค่าสมัคร 500 บาท ผ่านธนาคารไทยพาณิชณ์ ทุกสาขา
- ส่งเอกสารประกอบการสมัครไปที่ โรงเรียนผู้ช่วยทันตแพทย์ คณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
เลขที่ 6 ถนนโยธี แขวงทุ่งพญาไทย เขตราชเทวี กรุงเทพ 10400
- หรือส่งเอกสารด้วยตนเอง

กำหนดการ
รับสมัคร 5 ม.ค. – 16 ก.พ. 58
ส่งเอกสาร 5 ม.ค. – 20 ก.พ. 58
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ 27 ก.พ. 58
สอบข้อเขียน 6 มี.ค. 58
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ 18 มี.ค. 58
สอบสัมภาษณ์ 31 มี.ค. 58
ประกาศผลสอบสัมภาษณ์ 1 เม.ย. 58
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าศึกษา 24 เม.ย. 58

ระเบียบการรับสมัคร >> Click
เว็บไซต์โครงการ >> Click

ม.เชียงใหม่ เปิดตัวสมาร์ทคลาสรูม

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษเอ็นคอนเส็ปท์ จัดโครงการ “พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษบัณฑิตวิชาชีพ” ขยายผลต่อเนื่องสู่ Smart Learning Smart Classroom กว่า 47 แห่งทั่วมหาวิทยาลัย เปิดตัวหลักสูตร “English in Action อังกฤษพิชิตสถานการณ์จริง” สำหรับนักศึกษากลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ เล็งเพิ่มหลักสูตรให้นักศึกษากลุ่ม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังคมศาสตร์ และมนุษย์ศาสตร์ หลังประสบความสำเร็จจากโครงการพัฒนาภาษาอังกฤษให้นักศึกษาและบุคลากรของคณะแพทย์

นายแพทย์ธรรมศักดิ์ เอื้ออภิธร ผู้บริหารโรงเรียนกวดวิชาและสอนภาษาเอ็นคอนเส็ปท์ กล่าวว่า “โครงการ Smart Learning Smart Classroom จัดขึ้นเพื่อเน้นพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษแก่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เริ่มต้นพัฒนาหลักสูตรให้กับนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์เป็น คณะแรก เนื่องจากเป็นกลุ่มวิชาชีพที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปิดประชาคมอาเซียนซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี โดยพบว่านักศึกษามีความพึงพอใจต่อหลักสูตรเพราะสามารถนำความรู้ไปใช้ได้ในชีวิตจริง และมีความมั่นใจในการสนทนาต่อชาวต่างชาติมากขึ้น ซึ่งในหลักสูตรประกอบด้วยเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับทักษะการออกเสียง การฟัง การพูด การเขียน ครอบคลุมไปถึงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมการสื่อสารของชาวต่างชาติ ซึ่งทำให้ผู้เรียนมีความมั่นใจในกาสื่อสารภาษาอังกฤษและเมื่อเจอกับสถานการณ์จริง ผู้เรียนสามารถพูดคุย สื่อสารกับชาวต่างชาติได้ดีขึ้น โดยในปัจจุบันมีผู้เรียนในหลักสูตรนำร่องแล้วกว่า 300 คน และผ่านการเรียนเนื้อหาในบทเรียนแล้วกว่า 80% ”

หลังจากที่เอ็นคอนเส็ปท์ได้ขยายหลักสูตรในระยะแรกมาสู่นักศึกษาคณะในกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ ได้แก่ คณะทันตแพทย์ศาสตร์ คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ คณะเทคนิคการแพทย์ และ คณะพยาบาลศาสตร์ และในระยะที่ 2 ให้กับกลุ่มคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังคมศาสตร์ และมนุษย์ศาสตร์ ประกอบด้วยคณะ บริหารธุรกิจ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร คณะสื่อสารมวลชน คณะวิจิตรศิลป์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาตร์ คณะนิติศาสตร์ และวิทยาลัยศิลปะสื่อและเทคโนโลยี ซึ่งหลักสูตรออกแบบให้สามารถเรียนกับครูผู้สอนในคณะต่างๆได้ โดยมีโค้ชจาก เอ็นคอนเส็ปท์เข้ามาช่วยในการสอน หรือเรียนกับสื่อ VDO อนิเมชั่นผ่านระบบ S.E.L.F. ซึ่งผู้เรียนสามารถวางแผนการเรียนด้วยตนเอง โดยมีโค้ชคอยให้คำปรึกษา พร้อมทั้งการทบทวนบทเรียนผ่าน Mobile Application ซึ่งจากรูปแบบหลักสูตรนี้ออกแบบให้เหมาะสมกับผู้เรียนในกลุ่มที่กว้าง และเข้าถึงกลุ่มผู้เรียนที่เป็นนักศึกษาปัจจุบันรวมถึงศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยประมาณการว่าช่วงเข้าสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้วจะมีผู้ได้เข้าเรียนในหลักสูตรนี้กว่า 10,000 คน

ทักษะภาษาอังกฤษจึงมีความสำคัญและลดอุปสรรคในการทำงานหากนักศึกษามีความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ ก็ย่อมมีโอกาสก้าวหน้าในอาชีพได้มากกว่า นอกจากนี้ในระยะยาว เอ็นคอนเส็ปท์จะพัฒนาหลักสูตรต่อเนื่องให้กับนักศึกษาในกลุ่ม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังคมศาสตร์ และมนุษย์ศาสตร์ ตามมาในอนาคต ซึ่งบทเรียนสำหรับหลักสูตรการเรียนเหล่านี้จะถูกออกแบบเพื่อให้นักศึกษาสามารถใช้งานในวิชาชีพได้อย่างดีในอนาคต

ด้านนางสาวอริสรา ธนาปกิจ ผู้อำนวยการโรงเรียนกวดวิชาและสอนภาษาเอ็นคอนเส็ปท์ กล่าวว่า “สำหรับหลักสูตรที่ใช้ในโครงการครั้งนี้ ถูกบรรจุอยู่ในคอมพิวเตอร์ของศูนย์การเรียนรู้ ITSC Corner และนักศึกษาสามารถจัดตารางการเข้าเรียนได้ด้วยตัวเองผ่านระบบ S.E.L.F หรือการเรียนด้วยตัวเองผ่านคอมพิวเตอร์ เปิดโอกาสให้เด็กสามารถทบทวนเนื้อหาได้ไม่จำกัด และ จัดสรรเวลาการเรียนได้ด้วยตนเอง ซึ่งหลักสูตรที่ใช้เรียน คือ “ English in Action อังกฤษพิชิตสถานการณ์จริง” โดยใช้เทคนิคการสอนแบบ Simulation หรือการจำลองสถานการณ์จริง ที่นักศึกษาต้องเจอในสาขาอาชีพของตนเองในการฝึกภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมและลดอุปสรรคในการประกอบอาชีพ ครอบคลุม ตั้งแต่ แกรมม่า การออกเสียง ไปจนถึงรูปแบบการสนทนา เช่น บทสนทนาของทันตแพทย์ที่จะใช้พูดกับผู้ป่วย ในการซักถามอาการ ตรวจสอบประวัติการรักษา รวมถึงแจ้งวิธีการรักษาให้ผู้ป่วยทราบ โดยการเรียนรู้บทสนทนาเหล่านี้จะช่วยลดอุปสรรคการทำงานของแพทย์และยังเป็นผลดีต่อตัวผู้ป่วย”

นายแพทย์ธรรมศักดิ์ เอื้ออภิธร ผู้บริหารโรงเรียนกวดวิชาและสอนภาษาเอ็นคอนเส็ปท์ กล่าวเสริมว่า “นับเป็นความภาคภูมิใจของโรงเรียนเอ็นคอนเส็ปท์ ที่ได้รับความไว้วางใจจากมหาวิทยาลัย เชียงใหม่ ในการมีส่วนร่วมของโครงการ Smart Learning Smart Classroom ครั้งนี้ โดยความตั้งใจของเอ็นคอนเส็ปท์ที่มีต่อโครงการคือ มุ่งหวังให้เด็กไทยเก่งภาษาอังกฤษและสนุกกับการเรียนรู้ ในปีที่ผ่านมาทางโรงเรียนเอ็นคอนเส็ปท์ได้จัดทำเป็นโครงการ CSR มอบแก่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อที่นักศึกษาและบุคลากรจะได้พัฒนาศักยภาพการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อต้อนรับการเปิด AEC ในต้นปีที่จะถึงนี้”

รับตรง 58 ม.ศิลปากร สาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และระบบคอมพิวเตอร์

มหาวิทยาลัยศิลปากร สาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และระบบคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม
รับบุคคลเข้าศึกษาต่อประจำปี 2558 โครงการรับนักศึกษาเพิ่มพิเศษหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต

จำนวนรับ
คณะ/สาขาวิชา จำนวนรับ
คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม
- สาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และระบบคอมพิวเตอร์ 50
วันรับสมัคร
18 ธันวาคม 57 – 23 มกราคม 58
คุณสมบัติของผู้สมัคร

- กำลังศึกษาอยู่ชั้น ม. 6
- สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
- แผนการเรียน วิทย์-คณิต

การสอบและเกณฑ์การพิจารณา

เกณฑ์การคัดเลือก
- สอบข้อเขียน
- สอบสัมภาษณ์

การสมัคร

- สมัครผ่านเว็บไซต์ >> Click
- ชำระเงินค่าสมัคร 500 บาท ผ่านธนาคารทหารไทย หรือธนาคารออมสิน
- ส่งเอกสารประกอบการสมัครไปที่ โครงการรับนักศึกษาเพิ่มพิเศษ สาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และระบบคอมพิวเตอร์
ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า ชั้น 5 คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม
มหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ อำเภอเมือง จ.นครปฐม 73000
- หรือส่งด้วยตนเองที่มหาวิทยาลัย

กำหนดการ
รับสมัคร 18 ธ.ค. 57 – 23 ม.ค. 58
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ 6 ก.พ. 58
สอบ 14 ก.พ. 58
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ 2 มี.ค. 58
สอบสัมภาษณ์ 28 มี.ค. 58
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าศึกษา 3 เม.ย. 58

ระเบียบการรับสมัคร >> Click
เว็บไซต์โครงการ >> Click

รับตรง 58 ม.มหิดล สาขาการประกอบการเชิงนิเวศวัฒนธรรม

มหาวิทยาลัยมหิดล โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต
สาขาการประกอบการเชิงนิเวศวัฒนธรรม รับบุคคลเข้าศึกษาต่อประจำปี 2558

จำนวนรับ
คณะ/สาขาวิชา จำนวนรับ
สาขาการประกอบการเชิงนิเวศวัฒนธรรม
- นักเรียน ปวช.3 15
- นักเรียน ม.6 10
- นักเรียน ม.6 กลุ่ม 7 จังหวัด 15

 

วันรับสมัคร
12 มกราคม 58 – 28 กุมภาพันธ์ 58
คุณสมบัติของผู้สมัคร

- กำลังศึกษาหรือสำเร็จการศึกษาชั้น ม. 6 ทุกแผนการเรียน
- กำลังศึกษาหรือสำเร็จการศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.3) สาขาทางด้านเกษตร
- กำลังศึกษาหรือสำเร็จการศึกษาชั้น ม. 6 ทุกแผนการเรียน ให้สิทธิ์เฉพาะหน่วยงาน /เครื่อข่าย /มูลนิธิ /องค์กร ที่ส่งนักเรียน ที่อยู่ในกลุ่ม 7 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี พิจิตร ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ ชัยนาท และเพชรบูรณ์
- GPAX 5 หรือ 6 ภาคการศึกษา ไม่ต่ำกว่า 2.50

การสอบและเกณฑ์การพิจารณา

เกณฑ์การคัดเลือก
- ผลคะแนนสอบ GAT ครั้งที่ 1
- สอบสัมภาษณ์

การสมัคร

- ดาวน์โหลดใบสมัครในระเบียบการ >> Click
- หนังสือรับรองคุณสมบัติของผู้สมัครเข้าศึกษา >> Click
- ชำระเงินค่าสมัคร 200 บาท ธนาณัติสั่งจ่ายไปรษณีย์ จ.นครสวรรค์ รหัส 60000
ในนาม รองอธิการบดีฝ่ายโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์
- ส่งเอกสารประกอบการสมัครไปที่ โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล เลขที่ 402/1 หมู่ที่ 5
ตำบลเขาทอง อำเภอพยุหะศิริ จังหวัดนครสวรรค์ 60130 วงเล็บมุมซองขวาล่าง สมัครเข้าศึกษาต่อ ศศ.บ.
- หรือสมัครด้วยตนเองที่โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล

กำหนดการ
รับสมัคร 12 ม.ค. – 18 ก.พ. 58
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ 10 มี.ค. 58
ผู้มีสิทธิ์ยืนยันการเข้าสอบสัมภาษณ์ 16 – 17 มี.ค. 58
สอบสัมภาษณ์ 26 – 27 มี.ค. 58
ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการสอบสัมภาษณ์ 2 เม.ย. 58
เข้าค่ายทดสอบความมุ่งมั่นและสภาพจิตใจ 20 – 23 เม.ย. 58
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าศึกษา 4 พ.ค. 58

ระเบียบการรับสมัคร >> Click
เว็บไซต์โครงการ >> Click

เทคนิคในการสอบสัมภาษณ์เข้าเรียนมหาวิทยาลัย

เทคนิคในการสอบสัมภาษณ์เข้าเรียนมหาวิทยาลัย

เทคนิคในการสอบสัมภาษณ์เข้าเรียนมหาวิทยาลัย

คิดว่าคงมีหลายคนแล้วที่ทราบผลการคัดเลือกในการสอบตรงบางมหาวิทยาลัยแล้ว และที่สำคัญจะต้องไปสอบสัมภาษณ์ เพื่อทราบผลครั้งสุดท้าย

ดังนั้นสิ่งที่นักเรียนควรจะศึกษาเป็นอย่างยิ่งก็คือการเตรียมตัวเพื่อการสอบสัมภาษณ์และเทคนิคการสอบสัมภาษณ์ เราเดินทางมาใกล้ถึงฝั่งแล้ว จะยอมแพ้ได้ง่ายๆ หรือ จริงไหมคะทีนี้มาลองศึกษาเทคนิคการสอบสัมภาษณ์ ด้วยกันนะคะ

เทคนิคการสอบสัมภาษณ์มีดังนี้ค่ะ

1.การเตรียมตัวก่อนวันไปสัมภาษณ์

  • เตรียมเอกสารส่วนตัวให้เรียบร้อย จัดลงในแฟ้มสะสมผลงาน หรือ PORTFOLIO ให้เป็นระบบ ตัวอย่างเอกสาร เช่น ประวัติส่วนตัว ประวัติการเรียน ผลการเรียน การร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน การประกวดแข่งขัน ผลงานและรางวัลต่าง ๆ รูปภาพ ฯลฯ
  • ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย คณะ และสาขาวิชาที่สมัครเข้าศึกษา รวมทั้งติดตามข่าวสารความรู้ทั่วไปในปัจจุบัน
  • ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ไปสัมภาษณ์ การเดินทาง ระยะทาง ตึก-ห้องที่จะสัมภาษณ์ ควรจะเผื่อรถติดด้วย
  • พักผ่อนให้เพียงพอ ควรงดการรับประทานอาหารรสจัด
  • อย่าลืมเตรียมปากกาไปด้วย

2. วันสอบสัมภาษณ์

  • แต่งกายเครื่องแบบนักเรียนที่สะอาด เรียบร้อย นักเรียนชายผมสั้น นักเรียนหญิงถ้าผมยาวให้รวบผมติดกิ๊บให้เรียบร้อย ไม่แต่งหน้า ไม่ใส่น้ำหอม และไม่ใส่เครื่องประดับใดๆ นอกจากนาฬิกา
  • รับประทานอาหารเช้า ทำภารกิจส่วนตัวให้เรียบร้อย
  • ไปถึงห้องสอบก่อนเวลาไม่น้อยกว่า 15 นาที เข้าห้องน้ำ นั่งรอหน้าห้องด้วยความสบายใจ ไม่คุยเสียงดัง ไม่เล่น ให้นั่งรอเรียกชื่อด้วยความสงบ ถ้าตื่นเต้นให้หายใจยาวๆ
  • ปิดโทรศัพท์มือถือ

3. การเข้ารับการสัมภาษณ์

  • เมื่อถูกเรียกชื่อให้เดินไปด้วยอาการสงบ ไม่ต้องตื่นเต้นมาก คิดว่า “เราทำได้”
  • ถ้ามีประตูให้เคาะประตูก่อน ถ้าไม่มี ให้เดินไปที่หน้าโต๊ะกรรมการสัมภาษณ์ และไหว้ด้วยท่าทีที่อ่อนน้อม กรณีที่มีผู้สัมภาษณ์หลายคนให้ทำความเคารพครั้งเดียว โดยยืนตำแหน่งตรงกลางหน้าโต๊ะกรรมการ
  • นั่งลงเมื่อกรรมการบอกให้นั่ง พร้อมทั้งกล่าวคำขอบคุณ ให้นั่งด้วยท่าทีที่สุภาพ ไม่นั่งไขว่ห้าง กระดิกขา หรือโยกตัว ให้ประสานมือไว้ข้างหน้า สบตาผู้สัมภาษณ์ (ไม่จ้องตานะคะ)
  • ตอบคำถามด้วยความมั่นใจ มีน้ำเสียงที่ดังพอสมควรไม่ค่อยเกินไป
  • ภาษาที่ใช้ควรจะเป็นภาษาที่ถูกต้องเหมาะสม ไม่พูดภาษาไทยคำอังกฤษคำ ไม่ใช้ศัพท์เฉพาะของวัยรุ่น ควรจะลงท้าย “ค่ะ ครับ” ทุกครั้งที่ตอบคำถาม
  • การแสดงความคิดเห็นควรจะเน้นความมีเหตุผล ไม่มีอคติหรือตอบในแง่ลบ
  • ไม่ถ่อมตนจนเกินไป ไม่คุยโอ้อวดหรือแสดงความมั่นใจจนเกินไป นอกจากเป็นคำถามที่ตนเองมีความชำนาญเฉพาะด้าน เช่น มีทักษะด้านหุ่นยนต์ หรือ ดนตรีไทย ก็สามารถอธิบายได้ด้วยความมั่นใจ
  • คำถามบางคำถามอาจจะตอบไม่ได้ ไม่ต้องตกใจ ให้บอกว่าไม่ทราบ แล้วจะไปหาข้อมูลเพิ่มเติม (แต่ไม่ใช่ไม่ทราบทุกคำถามนะคะ)

4. การยุติการสัมภาษณ์

  • เมื่อสิ้นสุดการสัมภาษณ์ให้ทำความเคารพกรรมการผู้สัมภาษณ์ด้วยท่าทีที่อ้อนน้อม เป็นอันเสร็จสิ้นการสัมภาษณ์ค่ะ คราวนี้ก็รอลุ้นการประกาศรายชื่อนะคะ

5. คำถามหรือคำพูดที่มักจะพบในการสอบสัมภาษณ์

  • ไหนลองแนะนำตัวหน่อยสิครับ
  • ทำไมถึงเลือกเรียน สาขาวิชา คณะ และมหาวิทยาลัยนี้
  • ทราบไหมว่าสาขาวิชานี้เรียนเกี่ยวกับอะไร
  • คิดว่าสาขาวิชาที่เลือกเมื่อจบแล้วจะประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง
  • คิดว่าตนเองเหมาะสมกับสาขาวิชานี้อย่างไร
  • บางท่านอาจจะถามข้อมูลเกี่ยวกับจังหวัดที่เราอยู่ เช่น ชื่อผู้ว่าราชการจังหวัด คำขวัญของจังหวัด จุดเด่นของจังหวัด ฯลฯ ชอบ/ไม่ชอบวิชาอะไร
  • อนาคตอยากจะประกอบอาชีพอะไร
  • ให้พูดถึงข้อดี/ข้อเสียของตนเอง
  • ถ้าเป็นสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับภาษา หรือแผนการเรียนที่นักเรียนเรียนจบมา อาจจะมีการสัมภาษณ์เป็นภาษานั้น หรือ ให้พูดภาษาอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส หรือ เยอรมัน ให้ฟัง เป็นต้น
  • บางครั้งอาจจะมีคำถามยั่วยุ หรือสบประมาท ให้ตอบคำถามด้วยความใจเย็น และมีเหตุผล และที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าสถานะการณ์การสัมภาษณ์จะกดดันความรู้สึกอย่างไรก็ขอให้นักเรียนยิ้มไว้เป็นดีที่สุดค่ะ

 

หวังว่าคงสร้างความมั่นใจในการสอบสัมภาษณ์เข้ามหาวิทยาลัยนะคะ

ที่มาจาก http://krupom.sbp.ac.th/?p=460

7 วิธีอ่านหนังสือ อ่านอย่างไรให้ถึงฝัน

วิธีการอ่านหนังสือคงจะไม่มีความหมายหากเราไม่รู้เกี่ยวกับสิ่งที่เราจะต้อง พบในการสอบ พี่นัทยาได้ให้ความรู้สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีการศึกษา 2556 ว่า “การสอบเข้าระดับมหาวิทยาลัยในปีการศึกษา 2553 หรือที่เราเรียกว่าระบบ Admission จะมีการสอบวัดระดับที่เรียกว่า GAT และ PAT เข้ามาเต็มรูปแบบ โดยในปี 2553 นั้นจะมีการใช้คะแนน GPAX(Grade Point Average) หรือเกรดเฉลี่ยรวม 6 ภาคเรียน (ม.4, ม.5, ม.6) จำนวน 20% คะแนน O-NET (Ordinary National Educational Test) 8 กลุ่มสาระ 30% คะแนน GAT (General Aptitude Test) ข้อสอบวัดศักยภาพ จำนวน 10% – 50% และคะแนนPAT (Professional and academic Aptitude Test) ข้อสอบความถนัดทางวิชาการ จำนวน 0% – 40% โดย เราจะทราบคะแนนก่อนที่จะเลือกคณะและมหาวิทยาลัยที่เข้าเรียน ซึ่งต่างจากการสอบเข้าสมัยก่อนที่จะต้องเลือกคณะและมหาวิทยาลัยก่อน แล้วจึงทราบผลคะแนนทีหลัง”

เมื่อ “รู้เขา” แล้วต้อง “รู้เรา” ด้วย จึงจะสามารถพิชิตการสอบและก้าวไปให้ถึงฝัน “การ สอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีต่อ ๆ ไป น้อง ๆ จะต้องเลือกทางเดินในอนาคตตั้งแต่ชั้นมัธยมต้น การเลือกสายวิชาก่อนจะขึ้นมัธยมปลายและการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับความรู้ ทั่วไปเป็นสิ่งจำเป็นมาก เนื่องจากระบบ Admission การสอบ O-NET วิชาภาษาไทยและสังคมนั้นจะนำคะแนนไปใช้เข้าเรียนคณะต่าง ๆ ได้ไม่เกิน 5% ดัง นั้นคนที่ต้องการเรียนสาย ศิลป์-สังคม จะลำบากเนื่องจากไม่สามารถใช้คะแนนสังคมเป็นคะแนนหลักได้ สายวิชาที่แนะนำคือ ศิลป์-คำนวณ และ วิทย์-คณิต ซึ่งเป็นสองสายวิชาที่ได้รับความนิยมกันมานาน แต่การเลือกสายตามเพื่อน หรือตามคำแนะนำจากคนอื่น ๆ พี่ไม่แนะนำ เพราะมีพ่อ-แม่หลายคนที่พยายามให้ลูกเรียน วิทย์-คณิต ด้วยเหตุผลที่ว่ามีทางเลือกในรั้วมหาวิทยาลัยได้มากกว่า แต่ปัจจุบันมีบางคณะ เช่น คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เด็กมัธยมสายวิทย์-คณิต จะสามารถเลือกเรียนได้เพียงคณะอักษรศาสตร์ สาขาภูมิศาสตร์เท่านั้น ดังนั้นเราควรจะหาข้อมูลและศึกษาว่า คณะที่เราต้องการจะเข้าเรียนนั้นจะใช้วิชาอะไรในการสอบ เรียนเกี่ยวกับอะไร เป็นต้น” จากคำแนะนำของพี่นัทยาทำให้เราต้องหันกลับมามองตัวเองว่า “เรา” ชอบในสิ่งใด เราถนัดในด้านใด มากกว่าที่จะเชื่อและทำตามเพียงอย่างเดียว

       ทำความเข้าใจกับ “คู่ต่อสู้” และ “ตัวเราเอง” กันพอสมควรแล้ว พี่ นัทยาจึงเข้าประเด็นเรื่องเทคนิคการอ่านที่พี่คนเก่งออกตัวว่า ไม่ใช่เทคนิคที่แปลกใหม่และพิสดารอะไร แต่เป็นประสบการณ์ที่พี่นัทยาได้เรียนรู้และทดลองมาในระหว่างอ่านหนังสือ เพื่อเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย

1. อ่านให้ลึก
การ อ่านของเด็ก ๆ มักจะอ่านเยอะ อ่านกว้าง แต่ไม่ลึก ทำให้ไม่เข้าใจถึงแก่นของเรื่องที่อ่านได้อย่างชัดเจน ดังนั้นควรปรับเปลี่ยนวิธีการอ่านโดยการทำความเข้าใจกับแก่นของเรื่องที่ อ่าน มากกว่าที่จะอ่านในปริมาณที่มากและรู้เพียงผิวเผิน

2. แปลงร่างหนังสือ
การอ่านหนังสือในแบบเดิมทำให้เกิดอาการเบื่อง่าย การเปลี่ยนบทเรียนตัวอักษรในหนังสือให้กลายเป็นสื่อใหม่ ๆ เช่น เป็นหนังสือเสียง ด้วยการอัดเสียงของตัวเองหรือเพื่อนเป็นข้อความตามบทเรียน หรือการทำเป็นแผนที่ความจำ (Mind Map) เป็นต้น

3. หลีกเลี่ยงเทคโนโลยี
โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ และวิทยุ เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงในระหว่างการอ่านหนังสือ หลายคนมักคิดไปเองว่าเราสามารถฟังเพลง ดูโทรทัศน์ คุยโทรศัพท์ หรือนั่งแชทกับเพื่อนไปพร้อม ๆ กับการอ่านหนังสือได้ แต่ความจริงเมื่อเราทำหลาย ๆ สิ่งพร้อมกัน สมาธิที่ควรมีให้กับการอ่านจะถูกแบ่งไปทำอย่างอื่นด้วย ทำให้เราเข้าใจสิ่งที่อ่านได้น้อยลง

4. อย่ายุ่งกับ “คาง”
“โชค อิมิเน้นแอร์ เป็นรองก่อนฟันศอกเข้าปลายคาง เอาชนะทีเคโอ เพชรอัศวิน ซีทรานเฟอร์รี่ ชนิดทีเดียวหลับสนิทไปในยกที่ 4” พาดหัวข่าวเด็ดนี้คงเป็นคำตอบว่า ทำไมจึงไม่ควรไปยุ่งกับ “คาง” เนื่องจากประสาทสัมผัสบริเวณคางหากมีการ กดทับ สัมผัส หรือนวด เป็นเวลานาน ๆ จะทำให้ร่างกายรู้สึกง่วง และหากถูกกระแทกแรง ๆ อาจถึงขั้นสลบแบบนักมวยได้เลยทีเดียว ดังนั้นเมื่ออ่านหนังสือควรหลีกเลี่ยงการนอนคว่ำ, นั่งเท้าคาง หรือเอามือนวดบริเวณปลายคาง เพื่อหลีกเลี่ยงการกดทับและการกระตุ้นประสาทสั่งการ “หลับ” ของร่างกายเราเอง

5. ปรับแสงให้เหมาะสม
จากการวิจัยพบว่า ความสว่างและมืดของไฟมีผลถึง 75% ต่อ การอ่านหนังสือ ไฟที่สลัวเกินไปจะทำให้รูม่านตาต้องขยายเพิ่มมากขึ้นเพื่อรับแสงและไฟที่ สว่างมากเกินไปทำให้รูม่ายตาหรี่เล็กกว่าปกติ หรือบางครั้งต้องหยีตาลงเพื่ออ่านหนังสือ 2 ปัจจัยนี้ทำให้กล้ามเนื้อและประสาทตาเกิดอาการล้า จนไม่สามารถอ่านหนังสือได้นาน มีผลทำให้ง่วง หรือปวดตา (เนื่องจากสายตาต้องการพักผ่อน) ดังนั้นควรปรับแสง หรืออ่านหนังสือในห้องที่มีแสงพอเหมาะจะดีที่สุด

6. อุปกรณ์เสริมไม่ต้อง!
อุปกรณ์เสริมในที่นี้หมายถึง ขนมและของกินทุกประเภท โดยเฉพาะขนมขบเคี้ยวที่มีส่วนประกอบ 70 – 80% เป็นแป้งและโมโนโซเดียมกลูตาเมต (ผงชูรส) เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะมีการเผาผลาญก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เมื่อร่างกายรับ CO2 เข้าไปในปริมาณมาก (จากอากาศที่หายใจและการเผาผลาญที่ไม่สมบูรณ์) จะก่อให้เกิดอาการง่วงนอนและหลับได้ เปรียบได้กับคำที่ว่า “หนังท้องตึง หนังตาก็หย่อน”

7. เคล็ดเด็ด เผ็ดพริกขี้หนู
แม้ว่าจะไม่ผ่านการรับรองผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยชื่อดังในต่างประเทศ แต่พี่นัทยาขอยืนยันกับกลเม็ดแก้ง่วงวิธีนี้ นั่นคือ “เคี้ยวพริก”“รับรองว่าไม่มีอันตราย ไม่มีผลข้างเคียง แถมมีประโยชน์ต่อร่างกายเพราะพริกเป็นสมุนไพรไทยอย่างหนึ่งเช่นกัน” พี่นัทยายืนยันหนักแน่น เพียงปลายพริกเล็ก ๆ 1 คำ พร้อมน้ำอุ่น 1 แก้ว ความเผ็ดร้อนจะกระจายไปทั่วทั้งปาก เปลือกตาที่เคยปรือ ๆ จะกลับมาสดชื่นดังเดิมแน่นอน

Credit  พี่นัทยา เพ็ชรวัฒนา ผู้จัดรายการวิทยุจุฬาฯ (CU Radio)http://campus.sanook.com

ที่มาจาก http://unigang.com/Article/11493

สทศ.ให้บริการการทดสอบวัดสมรรถนะครูทางด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557

notice.gif ประกาศ การให้บริการการทดสอบวัดสมรรถนะครูทางด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

notice.gif ประกาศ ยกเลิกการจัดสอบสมรรถนะครูครั้งที่ 1/2557 บางสนามสอบ (ขอนแก่น ชลบุรี ชุมพร เชียงใหม่ นครพนม นครศรีธรรมราช พิษณุโลก และสงขลา) ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

notice.gif ข้อปฏิบัติ สำหรับผู้เข้าสอบในการทดสอบวัดสมรรถนะครูทางด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ประจำปีงบประมาณ 2557

notice.gif ผังข้อสอบ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ประจำปีงบประมาณ 2557 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

คุณสมบัติของผู้สมัครสอบ : ครู อาจารย์ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่  1  จนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6  และผู้สนใจทั่วไป

กำหนดการรับสมัครสอบ : ผู้สมัครสอบสามารถเข้ามาสมัครสอบทางเว็บไซต์  www.niets.or.th  ตามกำหนดการ ดังนี้

การชำระเงินค่าสมัครสอบ : ค่าสมัครสอบ  200  บาทต่อครั้งการสอบ

เกณฑ์คะแนน : ผู้สมัครสอบต้องเข้ารับการทดสอบและได้คะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ  60  จึงจะได้รับวุฒิบัตรจาก สทศ.

ครั้งการสอบ

กิจกรรม

ครั้งที่

1/2557

ครั้งที่

2/2557

ครั้งที่

3/2557

ลงทะเบียนรับสมัครสอบ

และเลือกจังหวัดที่จะไปสอบ

22 เม.ย. – 11 พ.ค. 57

10 มิ.ย. – 29 มิ.ย. 57

29 ก.ค. – 17 ส.ค.57

ชำระเงิน

22 เม.ย. – 12 พ.ค. 57

10 มิ.ย. – 30 มิ.ย. 57

29 ก.ค. – 18 ส.ค.57

แก้ไขข้อมูลส่วนบุคคล

22 เม.ย. – 12 พ.ค. 57

10 มิ.ย. – 30 มิ.ย. 57

29 ก.ค. – 18 ส.ค.57

ประกาศรายชื่อ เลขที่นั่งสอบ สถานที่สอบ

22 พ.ค.57

10 ก.ค.57

27 ส.ค.57

กำหนดการสอบ

31 พ.ค.57

เวลา 10.00 – 12.00 น.

19 ก.ค.57

เวลา 10.00 – 12.00 น.

6 ก.ย.57

เวลา 10.00 – 12.00 น.

ประกาศผลสอบ

6 มิ.ย.57

25 ก.ค.57

12 ก.ย.57

หมายเหตุ.-  กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม